พลังงานแสงอาทิตย์ ถือว่าเป็นอภิพลังงานโดยแท้ความพยายามที่จะนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ จำเป็นที่จะต้องเริ่มต้น เข้าใจถึงแหล่งกำเนิดพลังงาน คือ ดวงอาทิตย์ และเมื่อพลังงานแสงอาทิตย์เดินทางมาถึงโลกแล้ว ก็ต้องเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังงานแสงอาทิตย์ เมื่อผ่านบรรยากาศของผิวโลก เนื่องจากสภาพอากาศจะมีความแปรปรวนมาก ซึ่งเป็นผลจากความหลากหลายของลักษณะภูมิประเทศที่ประกอบกันเป็นผิวโลก ความหลากหลายของภูมิอากาศ รวมถึงความหลากหลายของกิจกรรมของมนุษย์ที่สร้างผลกระทบต่อบรรยากาศโลก
ข้อมูลของพลังงานแสงอาทิตย์เมื่อเดินทางถึงโลก
เมื่อแสงอาทิตย์เดินทางโดยการแผ่ของคลื่น มายังโลกผ่านชั้นบรรยากาศที่มีคุณสมบัติทางกายภาพต่าง ๆ กัน กว่าที่แสงจะตกกระทบพื้นโลกซึ่งมีลักษณะภูมิศาสตร์ที่หลากหลายด้วย พื้นน้ำในมหาสมุทร เทือกเขา ที่ราบสูง หุบเขา เป็นต้น แสงอาทิตย์ย่อมมีปฏิสัมพันธ์กับก๊าซหลากชนิด ไอน้ำ หรือ อนุภาคของแข็ง ไม่ว่าเป็นฝุ่นละออง หมอกควัน (Smog) ทำให้เกิดการดูดกลืน หักเห และสะท้อนกลับออกนอกบรรยากาศ มีผลทำให้แสงอาทิตย์ที่ตกกระทบพื้นโลกถูกลดทอนและเปลี่ยนทิศทาง เกิดการกระจัดกระจายของพลังงานแสงอาทิตย์บางส่วน ดังนั้น เมื่อพิจารณาพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่บนพื้นโลก จะพบว่า ณ ตำแหน่งใด ๆ จะมีพลังงานแสงอาทิตย์ 2 แบบ คือ
1. พลังงานแสงอาทิตย์แบบตรง (Direct Radiation)
มาจากการเดินทางของคลื่นที่นำพลังงานแสงอาทิตย์จากดวงอาทิตย์ตกกระทบ ณ ตำแหน่งนั้น ๆ โดยตรง ดังจะปรากฏเงาขึ้นเมื่อมีการบังแสง
2. พลังงานแสงอาทิตย์แบบกระจาย (Diffuse Radiation)
เกิดจากพลังงานแสงอาทิตย์แนวตรงที่ถูกเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติโดยสภาพบรรยากาศและสภาพภูมิศาสตร์ ทำให้พลังงานแสงอาทิตย์กระจัดกระจายทุกทิศทุกทาง ยกตัวอย่าง เช่น ขณะที่อยู่ในที่ร่มก็ยังรับรู้ความร้อนและมีความสว่างมองเห็นได้ ก็เป็นผลจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบกระจายนี้เอง
ผลรวมของพลังงานแสงอาทิตย์แบบตรง และแบบกระจายจะเรียกว่าพลังงานแสงอาทิตย์รวม (Total Radiation หรือ Global Radiation) ดังนั้น ในวันที่ท้องฟ้ามีเมฆปกคลุมทั่วบริเวณ องค์กระกอบของพลังงานแสงอาทิตย์แบบตรงจะมีค่าเป็นศูนย์ มีแต่องค์ประกอบของพลังงานแสงอาทิตย์แบบกระจาย
พลังงานแสงอาทิตย์จะเดินทางออกจากดวงอาทิตย์ด้วยความเร็ว 300 ล้านเมตร/วินาที ในลักษณะของการแผ่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Wave Propagation) ที่มีทุกขนาดความยาวคลื่นตั้งแต่ความยาวคลื่นสูงสุดในย่านคลื่นวิทยุ จนถึงความยาวคลื่นต่ำสุดในย่านรังสีคอสมิก ตลอดทั้งสเปกตรัม แต่ในบรรดาความยาวคลื่นที่มีในแสงอาทิตย์ อันได้แก่ ช่วงคลื่นอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet) ช่วงแสงสีที่มองเห็นด้วยตา (Visible Light) และคลื่นอินฟราเรด (Infrared) ถือว่ามีพลังงานสูงกว่าพลังงานของคลื่นช่วงอื่น ๆ มาก
ศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ไทย
ในสภาวะอากาศท้องฟ้าโปร่ง พลังงานทั้งหมดจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์แบบตรง ในสภาวะอากาศเมฆมาก พลังงานแสงอาทิตย์แบบตรงจะลดลง แต่พลังงานแสงอาทิตย์แบบกระจายกลับเพิ่มขึ้น พลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย จะได้รับอิทธิพลจากลักษณะภูมิอากาศตามฤดูกาล และลักษณะภูมิประเทศของท้องถิ่น สามารถสรุปได้ว่า ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศมีค่าสูง เนื่องจากมีการก่อตัวของก้อนเมฆตลอดเวลา ทำให้ปริมาณพลังงานแสงอาทิตย์โดยเฉลี่ยไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับภูมิภาคตะวันออกกลาง ตอนกลางทวีปออสเตรเลีย ภาคเหนือของทวีปอาฟริกา และพื้นที่ตะวันออกของทะเลสาปแคสเปี้ยน
แต่จากข้อมูลการจัดทำแผนที่ศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับประเทศไทย โดยรองศาสตราจารย์ ดร. เสริม จันทร์ฉาย และคณะ แห่งภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิยาลัยศิลปากร ได้นำข้อมูลจากดาวเทียม GMS 4 และ GMS 5 ตั้งแต่เดือนมกราคม 1993 ถึงธันวาคม 1998 เป็นระยะเวลา 6 ปี พบว่า ความเข้มรังสีดวงอาทิตย์ในประเทศไทยแปรค่าตามพื้นที่และเวลาในรอบปี โดยได้รับอิทธิพลที่สำคัญจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อพิจารณาจากแผนที่ศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ เฉลี่ยทั้งปีพบว่าพื้นที่ที่ได้รับพลังงานแสงอาทิตย์สูงสุดแผ่เป็นบริเวณกว้างทางตอนล่างของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี และตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดอุดรธานี รวมทั้งบางส่วนของภาคกลางที่จังหวัดสุพรรณบุรี ชัยนาท อยุธยา และลพบุรี โดยได้รับพลังงานแสงอาทิตย์รายวันเฉลี่ยต่อปีอยู่ในช่วง 19-20 MJ/m2-day พื้นที่ดังกล่าวคิดเป็น 14.3% ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ นอกจากนี้ยังพบว่า 50.2% ของพื้นที่ทั้งหมด ได้รับพลังงานแสงอาทิตย์ในช่วง 18-19 MJ/m2-day และมีเพียง 0.5 % ของพื้นที่ที่ได้รับพลังงานแสงอาทิตย์น้อยกว่า 16 MJ/m2-day โดยค่าเฉลี่ยของรังสีรวมรายวันเฉลี่ยต่อปีทั่วประเทศมีค่าเท่ากับ 18.2 MJ/m2-day ซึ่งถือได้ว่ามีศักยภาพค่อนข้างสูง |